จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้งานฮาร์ดไดร์ฟในคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นพีซี หรือโน้ตบุ๊ก พบว่ายูสเซอร์จะเรียกอ่านข้อมูลจากฮาร์ดไดร์ฟบ่อยกว่าการบันทึกข้อมูลลงไปในฮาร์ดไดร์ฟ การอ่านและบันทึกข้อมูลเล็กๆน้อยๆในฮาร์ดไดร์ฟความจุมากๆ
นอกจากจะทำให้ฮาร์ดไดร์ฟเสื่อมสภาพเร็ว และสิ้นเปลืองพลังงานไปโดยใช่เหตุแล้ว ยังทำให้การประมวลผลของระบบช้าตามไปด้วย
จุดนี้เองที่ทำให้ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชั้นนำของโลก คิดพัฒนาเทคโนโลยี “SuperFetch” ในลองฮอร์นเพื่อใช้ร่วมกับแฟลชเมโมรี ซึ่งขณะนี้ไมโครซอฟท์กำลังอยู่ระหว่างการเดินหน้าเจรจากับผู้ผลิตฮาร์ดไดร์ฟเพื่อขอความร่วมมือและร่วมเป็นพันธมิตรสำหรับการผลิตฮาร์ดไดร์ฟที่ฝังแฟลชชิปเอาไว้ภายใน เพื่อรองรับสถาปัตยกรรมลองฮอร์นโดยเฉพาะ
ในงาน WinHEC ที่จัดขึ้นที่ซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา ตัวแทนจากไมโครซอฟท์ให้ข้อมูลว่า ไมโครซอฟท์เริ่มเจรจากับผู้ผลิตฮารด์ดิสก์หลายรายเพื่อหาข้อสรุปเรื่องทิศทางการเปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าถึงข้อมูลในฮาร์ดไดร์ฟ การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้จะมีแฟลชเมโมรีเป็นพระเอกเพื่อช่วยลดเวลาการเข้าถึงข้อมูล โดยการฝังหรือผูดติดแฟลชเมมโมรีไปกับฮาร์ดไดร์ฟ
แฟลชเมโมรีที่ไมโครซอฟท์จะผูกหรือฝังลงในฮาร์ดไดรฟ์นั้น เป็นแฟลชชิปชนิด NAND ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนบัฟเฟอร์เพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยี “SuperFetch” ในลองฮอร์น ผู้บริหารระดับสูงของไมโครซอฟท์ให้ความเห็นว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญของเทคโนโลยีการผลิตโมบายล์ฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 1.8 และ 2.5 นิ้วรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตามไมโครซอฟท์เพิ่งจะเริ่มเจรจรกับผู้จำหน่ายไดร์ฟ ดังนั้นกว่าฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่จะวางตลาด ก็คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี
จิม ออลชิน (Jim Allchin) รองประธานกลุ่มผู้พัฒนาลองฮอร์นของไมโครซอฟท์ อธิบายว่า “SuperFetch” ในลองฮอร์น คือเทคโนโลยีอ่านข้อมูลล่วงหน้า (reading ahead) หรือทำนายไว้ก่อนล่วงหน้าว่า ระบบปฏิบัติการจะต้องการข้อมูลใดต่อไป แล้วเข้าไปอ่านข้อมูลนั้นมาเก็บเอาไว้ เทคนิคนี้ต้องอาศัยไมโครโพรเซสเซอร์หลายๆตัวจึงจะทำได้ ลองฮอร์นจะเก็บข้อมูลที่ได้ไว้ในหน่วยความจำของระบบ ด้วยวิธีนี้จะทำให้เกิดการอ่านข้อมูลจากแฟลชเมโมรีแทนการอ่านจากฮาร์ดไดร์ฟโดยตรง ซึ่งนอกจากจะทำให้การทำงานของระบบเร็วขึ้นแล้ว ตัวฮาร์ดดิสก์ยังไม่เสื่อมสภาพจากการใช้งานบ่อยเกินไปอีกด้วย
ผู้ใช้งานเครื่องพีซีมักให้ความสำคัญกับความเร็ว ในขณะที่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจะให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานมากกว่า ถึงอย่างนั้นความเร็วกับการประหยัดพลังงานก็ถูกพิจารณาคู่กันมาเสมอ อย่างที่ทั้งผู้ผลิตเครื่องพีซี และโน้ตบุ๊กต่างก็หาวิธีที่จะทำให้ซีพียู และการแสดงผลที่หน้าจอนั้นใช้พลังงานน้อยลง
คลาร์ค นิโคลสัน (Clark Nicholson) ผู้จัดการโครงการ กลุ่มพัฒนาฮาร์ดแวร์สำหรับระบบปฏิบัติการวินโดว์ส บริษัทไมโครซอฟท์ กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่าฮาร์ดไดร์ฟจะถูกใช้ในการอ่านข้อมูลมากกว่าการเขียนข้อมูล แต่ด้วยแฟลชเมโมรีในฮาร์ดดิสก์ซึ่งทำหน้าที่เหมือนบัฟเฟอร์ จะช่วยยืดอายุฮาร์ดไดร์ฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการบันทึก และการอ่านข้อมูลในแต่ละครั้งนั้น จะบั่นทอนอายุการใช้งานของไดร์ฟให้สั้นลง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มแฟลชชิปลงไปในฮาร์ดไดร์ฟย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาค่าตัวของฮาร์ดไดร์ฟ ลองฮอร์นต้องการแฟลชชิปขนาด 128 เมกะไบต์ ซึ่งหากมีการฝังลงไปในฮาร์ดไดร์ฟแล้ว จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 6 ดอลลาร์ต่อชิ้น ในส่วนนี้ไมโครซอฟท์กำลังหาข้อสรุปร่วมกับบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดไดร์ฟที่เป็นพันธมิตร เพื่อให้สามารถผลิตฮาร์ดไดร์ฟตามความต้องการของไมโครซอฟท์ได้
นิโคลสันกล่าวปิดท้ายว่า แม้การเจรจาเรื่องการฝังแฟลชชิปจะไม่เป็นผลสำเร็จ ไมโครซอฟท์ก็ยังมีทางออกอื่น เช่น อาจเปลี่ยนไปใช้เมโมรีบัสแทนแฟลชชิป เป็นต้น
วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552
เทคโนโลยี SuperFetch
ป้ายกำกับ:
SuperFetch
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น